สบย.11

You are here:

ปฏิรูประบบเรียนรู้ระดับบัณฑิตศึกษาสู่คุณภาพ

อีเมล พิมพ์ PDF

        ช่วงตุลาคม พ.ศ.2551 - มีนาคม พ.ศ.2552 เป็นช่วงของการรับสมัครสอบและประกาศผลสอบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา มีจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ระดับบัณฑิตศึกษามีเพิ่มมากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2551 นักศึกษาเข้าใหม่ระดับปริญญาโท มีทั้งสิ้น 178,309 คน เพิ่มจากปีการศึกษา 2545 ที่มีจำนวน 126,753 คน ส่วนระดับปริญญาเอก ปีการศึกษา 2551 มีทั้งสิ้น 16,247 คน เพิ่มจากปีการศึกษา 2545 ซึ่งมีจำนวน 6,213 คน การเพิ่มปริมาณนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิตระดับสูงในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม การเชิงปริมาณเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะจำเป็นยิงที่ต้องมีการพัฒนาคุณภาพควบคู่ไปด้วย 
                                                    
        บทความนี้ เป็นการยกตัวอย่างประสบการณ์การสอนที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน 4 ปีซ้อน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกหรือมหาวิทยาลัยดีเด่น 200 อันดับทั่วโลก ของนิตยสารไทมส์ (Times Higher Education Supplement: THES) ร่วมกับหน่วยงานวิจัยชื่อดังอย่าง QS ของประเทศอังกฤษ ดังนี้ 

    • เรียนรู้โดยเตรียมพร้อมและศึกษาล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นเรียน ช่วงก่อนเริ่มเรียนแต่ละวิชา นักศึกษาทุกคนจะได้รับ course package 1 ชุด ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการเรียนที่ทางคณะได้จัดทำขึ้น โดยรวบรวมบทความ หนังสือ และแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งแบบเอกสารและแบบออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องเรียน ทำออกมาเป็นชุด ๆ ให้นักศึกษาได้อ่าน เพื่อช่วยย่นระยะเวลาการค้นคว้าข้อมูลของนักศึกษา การเลือกบทความ หนังสือ หรือข้อมูลใด ๆ เข้ามาเป็น course package เป็นการเลือกจากแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด เท่ากับเป็นการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนมาให้ โดยที่นักศึกษาไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ สามารถไปค้นคว้าเพื่อต่อยอดได้ทันที สำหรับบทความและเนื้อหาอื่น ๆ ที่ต้องค้นทางอินเทอร์เน็ต จะบอกรายละเอียดเว็บไซต์ที่นักศึกษาสามารถเข้าไปอ่านได้เลย อีกทั้ง ระหว่างการเรียนอาจารย์จะแจกเอกสารประกอบ โดยที่นักศึกษาไม่ต้องเสียเวลากับการจดบันทึกมากนัก 
    • เรียนรู้แบบถกแถลงเสนอความเห็นในชั้นเรียน การเรียนที่ฮาร์วาร์ด ให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของผู้เรียนมาก แทบทุกวิชาจะมีคะแนนส่วนหนึ่ง ประมาณร้อยละ 20-30 หรืออาจจะมากกว่านี้ เป็นคะแนนการมีส่วนร่วมในชั้น เพื่อกระตุ้นนักศึกษาให้กระตือรือร้น เตรียมความพร้อมก่อนเรียน ตั้งใจฟังในชั้นเรียน และพร้อมมีส่วนร่วมทันทีเมื่อมีโอกาส โต๊ะเรียนถูกออกแบบให้มีร่องบริเวณบนขอบโต๊ะด้านหน้าผู้เรียน โดยมีแผ่นป้ายชื่อที่ทำเป็นแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่เป็นพิเศษสำหรับเสียบป้ายชื่อ นักศึกษาทุกคนจะมี “ป้ายชื่อขนาดใหญ่” พิมพ์ใส่กระดาษนำมาเสียบไว้ เพื่อให้อาจารย์มองเห็นชื่อนักศึกษาได้อย่างชัดเจน เรียกได้อย่างถูกต้องแม้อยู่ในระยะไกล และอาจารย์จะสามารถจำชื่อนักศึกษาได้ การให้นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน วิธีหนึ่งที่นิยมคือ ให้นักศึกษาร่วมถกแถลง เพราะต้องการให้นักศึกษาได้คิด อาจารย์ตั้งคำถามชัดเจน ตรงประเด็น เพื่อให้การถกแถลงมีคุณภาพ เมื่อนักศึกษาตอบ อาจารย์จะทำหน้าที่สรุปประเด็นที่แต่ละคนพูดบนกระดานดำ แล้วนำมาจัดเป็นหมวดหมู่ เชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม  ขณะเดียวกันก็เสริมแต่งความคิดต่อไปด้วย  ทำให้เห็นภาพรวมของเรื่องนั้นทั้งหมดอย่างสอดประสานกัน อันเป็นวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพ เพราะทำให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของเรื่องที่เรียนนั้นได้ทั้งหมด
    • เรียนรู้โดยศึกษาวิจัยเอกสารวิชาการ การเรียนแต่ละครั้งในทุกวิชา จะมีงานกลับไปทำ และส่งก่อนการเรียนครั้งต่อไป ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หาทฤษฎีและข้อมูลในหัวข้อที่เรียนเพิ่มเติม ทำให้ผู้เรียนจะต้องรีบกลับไปวางแผนและรีบดำเนินการ เพราะต้องค้นคว้าเพิ่มเติมและต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจแนวคิดทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลัง งานทุกชิ้นที่ทำนั้นต้องเป็นงานที่มีคุณภาพจึงจะได้คะแนนที่น่าพึงพอใจ อีกทั้ง เกือบทุกวิชามักจะมีการให้ทำรายงานหรืองานศึกษาวิจัย โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ชิ้น สำหรับส่งกลางซีเมสเตอร์ ซึ่งช่วยให้เราได้ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาครึ่งทาง และทำงานสำหรับส่งตอนปลายซีเมสเตอร์อีกชิ้นหนึ่ง เราจะต้องนำความรู้ที่มีอยู่ไปคิดและเขียนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเจาะจง ช่วยให้นักศึกษาได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 
    • เรียนรู้ผ่านการฝึกภาคปฏิบัติ อาจารย์จะมุ่งให้การเรียนบรรลุวัตถุประสงค์มากที่สุด โดยในวิชาที่เป็นการพัฒนาทักษะของผู้เรียน จะมีกิจกรรมภาคปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริง ผู้สอนจะมีกิจกรรมหลายรูปแบบในการฝึกทักษะที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียน เช่น ในวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการสื่อสาร (The Arts of Communication)  สอนโดย ดร.ทิโมธี แมคคาร์ที (Timothy Patrick McCarthy) จะให้ความรู้ภาคทฤษฎี โดยการศึกษาจากการกล่าวสุนทรพจน์ของบุคคลชั้นนำของโลก และให้ฝึกภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยนักศึกษาจะต้องร่างสุนทรพจน์รูปแบบต่าง ๆ ตามที่กำหนด และแต่ละคนต้องออกมากล่าวสุนทรพจน์นั้นให้เพื่อน ๆ ฟัง เพื่อน ๆ จะต้องทำหน้าที่ประเมินให้คะแนนผู้พูดด้วย โดยมีการให้คะแนนทั้งผู้พูดและเพื่อนร่วมชั้นที่มีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการเขียน ทักษะการสื่อสารได้ การเรียนในวิชานี้จะช่วยฝึกทักษะการสื่อสาร ทั้งการเขียน การพูด และบุคลิกลักษณะท่าทาง อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจเมื่อต้องสื่อสารต่อสาธารณชน 
    • เรียนรู้ผ่านการทำงานกลุ่ม อาจารย์มักจะนิยมให้มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยเพื่อทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่เพียงแต่ทำงานเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยจะให้ภายในกลุ่มมีโอกาสอภิปรายถกเถียง และหาข้อสรุปบางอย่างร่วมกัน  ถกแถลงกันในกลุ่มย่อย เช่น วิชา การฝึกฝนภาวะผู้นำ (Exercising Leadership) สอนโดยศาสตราจารย์โรนัลด์ ไฮเฟท (Ronald A. Heifetz) วิชานี้มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการเป็นผู้นำ อาทิ การให้ผู้เรียนผลัดกันเป็นผู้นำกลุ่มย่อยระหว่างสัปดาห์ เพื่อฝึกบริหารภาวะผู้นำ โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนให้แต่ละคนเล่นบทบาทผู้นำกลุ่ม มีการเวียนกันนำเสนอกรณีศึกษาของตน ให้เพื่อนในกลุ่มช่วยวิเคราะห์ และในระหว่างที่เพื่อนในกลุ่มวิเคราะห์กรณีศึกษา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มในวันนั้นจะต้องบริหารความเป็นผู้นำ ผ่านทางการควบคุมสถานการณ์ จัดการวาระการประชุมต่าง ๆ ฯลฯ                                              

    • เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา ฮาร์วาร์ดได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่หลายวิชา โดยเฉพาะในบางวิทยาลัย เช่น Harvard Business School และ Kennedy School of Government (KSG) จะเน้นวิธีการเรียนการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนและผู้สอนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ ทั้งจากภายในและนอกห้องเรียน การเรียนการสอนแบบนี้กลายเป็นวัฒนธรรมการศึกษาที่ก่อร่างให้ผู้ที่เข้ามาสัมผัสวิถีดังกล่าว ได้รับการพัฒนาทักษะในการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ไปถึงพรมแดนความรู้ในเรื่องนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งได้
    • เรียนรู้โดยมีผู้ช่วยทบทวนความรู้ นักศึกษาฮาร์วาร์ดได้รับการคาดหวังว่า ทุกคนที่จบการศึกษาออกไปจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ไม่เพียงเรียนเพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้น ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงให้การสนับสนุนนักศึกษาอย่างเต็มที่ แนวทางหนึ่งที่เห็นคือ การจัดให้มีผู้ช่วยในวิชาที่เรียน เรียกว่า Course Assistance (CA) โดยมีการแบ่งสัดส่วนจำนวนผู้เรียนกับจำนวนผู้ช่วยสอน (teaching fellow / teaching assistance: TA) อย่างเหมาะสม และคณะจัดให้มีชั้นทบทวนบทเรียนทุกสัปดาห์ TA เหล่านี้ ช่วยทบทวนความรู้ที่เรียนในชั้นเรียน ทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น โดย TA ที่ฮาร์วาร์ดเป็นนักศึกษาปริญญาเอกเท่านั้น โดยจะประกาศรับสมัครนักศึกษาปริญญาเอกที่สนใจ และคัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและได้รับค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัย
    • เรียนรู้ผ่านการพบปะอาจารย์นอกห้องเรียน วัฒนธรรมหนึ่งของที่น่าเรียนรู้หลังกำแพงฮาร์วาร์ด นั่นคือ การส่งเสริมให้นักศึกษา ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสซักถาม พูดคุยในประเด็นที่ตนสนใจกับอาจารย์แต่ละท่านได้ตลอดเวลา

                นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาถือเป็นบุคคลที่อยู่ในระดับหัวกะทิของสังคม ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรใส่ใจพัฒนานักศึกษาระดับนี้ให้มีคุณภาพ มีคุณลักษณะของความเป็นคนดี คนเก่ง คนกล้า ที่สามารถชี้นำสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา : วิชาการ.คอม

Joomlart